ร่าง
พระราชบัญญัติ
สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย
พ.ศ. ....
โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อจัดตั้งองค์กรที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ให้มีอำนาจในการดูแลซึ่งกันและกัน แก้ไขปัญหาการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน อันจะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ การตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย พ.ศ. ...."
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
"วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม" หรือ "เอสเอ็มอี" หมายความว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามคำนิยามและการจัดประเภทที่กำหนดไว้ในหมวด ๑ ของพระราชบัญญัตินี้
"สภา" หมายความว่า สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย
"สมาชิก" หมายความว่า ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้จดทะเบียนเป็นสมาชิกของสภาตามพระราชบัญญัตินี้
"กองทุน" หมายความว่า กองทุนพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย
"คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย
"เลขาธิการ" หมายความว่า เลขาธิการสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย
"สำนักงาน" หมายความว่า สำนักงานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย
"สสว." หมายความว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
"ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่" หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจที่มีรายได้ จำนวนการจ้างงาน หรือมูลค่าสินทรัพย์ถาวรเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับวิสาหกิจขนาดกลาง
"ผู้มีอำนาจเหนือตลาด" หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจที่มีส่วนแบ่งตลาดหรือความสามารถในการกำหนดราคาหรือเงื่อนไขทางการค้าในตลาดที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้ากำหนด
"การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม" หมายความว่า การกระทำใด ๆ ของรัฐ หรือผู้ประกอบธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่า หรือมีอำนาจเหนือตลาด ที่เป็นการจำกัด ลด หรือขัดขวางการประกอบธุรกิจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การกำหนดราคาหรือเงื่อนไขทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม การปฏิเสธการทำธุรกรรมโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และการกำหนดระยะเวลาการชำระเงินที่ยาวนานเกินสมควร
"เกณฑ์ความเป็นอิสระ" หมายความว่า หลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาว่าวิสาหกิจนั้นไม่ได้เป็นบริษัทในเครือ บริษัทย่อย หรือถูกควบคุมโดยผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
"ช่วงเปลี่ยนผ่าน" หมายความว่า ระยะเวลาที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เติบโตจนมีขนาดเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ในฐานะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อไปอีกระยะหนึ่ง
"การประเมินผลกระทบต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม" หมายความว่า กระบวนการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ก่อนที่หน่วยงานของรัฐจะออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือมาตรการใด ๆ
"หน่วยงานของรัฐ" หมายความว่า ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐกำหนด
"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑
การจัดประเภทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
มาตรา ๕ ให้มีการจัดประเภทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับศักยภาพและลักษณะของกิจการ โดยแบ่งออกเป็นประเภทดังต่อไปนี้
(๑) วิสาหกิจรายย่อย
(๒) วิสาหกิจขนาดย่อม
(๓) วิสาหกิจขนาดกลาง
มาตรา ๖ การพิจารณาจัดประเภทวิสาหกิจตามมาตรา ๕ ให้ใช้เกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) จำนวนการจ้างงานสูงสุด
(๒) รายได้สูงสุดต่อปี
(๓) มูลค่าสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดิน หรือทุนจดทะเบียน
การพิจารณาตามวรรคหนึ่ง ให้แบ่งตามภาคธุรกิจอย่างน้อย ๔ ภาค ได้แก่ ภาคการผลิต ภาคการบริการ ภาคการค้าส่ง และภาคการค้าปลีก
วิสาหกิจที่จะได้รับการจัดประเภทตามมาตรา ๕ ต้องผ่านเกณฑ์ความเป็นอิสระ โดยต้องไม่เป็นบริษัทในเครือ บริษัทย่อย หรือถูกควบคุมโดยผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่
ในกรณีที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีการเติบโตจนมีขนาดเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ให้วิสาหกิจนั้นยังคงสถานะเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อไปได้อีกเป็นระยะเวลาสามปี (ระยะเวลาผ่อนผัน) นับแต่วันที่เกินเกณฑ์
ให้คณะกรรมการโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามมาตรานี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้ทำเป็นประกาศของสภาและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๗ เพื่อส่งเสริมวิสาหกิจที่ดำเนินธุรกิจตามแนวโน้มเศรษฐกิจยุคใหม่ ให้มีการกำหนดประเภทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ ดังนี้
(๑) วิสาหกิจดิจิทัล (Digital SMEs) หมายถึง วิสาหกิจที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเป็นหัวใจในการประกอบธุรกิจ
(๒) วิสาหกิจสีเขียว (Green SMEs) หมายถึง วิสาหกิจที่ประกอบธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน
(๓) วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) หมายถึง วิสาหกิจที่มีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อม โดยใช้กลไกทางธุรกิจเพื่อความยั่งยืน
(๔) วิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) หมายถึง วิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นใหม่ มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่
มาตรา ๘ ให้คณะกรรมการโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโดยละเอียดสำหรับการจัดประเภทวิสาหกิจตามมาตรา ๗
มาตรา ๙ ให้มีการทบทวนการจัดประเภทและหลักเกณฑ์ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทุก ๓ ปี เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
หมวด ๒
การจัดตั้งสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย
ส่วนที่ ๑ การจัดตั้งและวัตถุประสงค์
มาตรา ๑๐ ให้จัดตั้งสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยขึ้น เรียกโดยย่อว่า "สภาเอสเอ็มอี" มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร
สภาเอสเอ็มอีมีฐานะเป็นองค์กรตัวแทนของผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทั่วประเทศ ดำเนินงานโดยอิสระจากการกำกับของรัฐ ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด
มาตรา ๑๑ สภามีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการเสนอแนะนโยบายต่อรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ
(๒) ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
(๓) ปกป้องและคุ้มครองผลประโยชน์ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
(๔) ส่งเสริมการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
(๕) ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม และตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
(๖) ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และผู้ประกอบการรุ่นใหม่
(๗) ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางธุรกิจ
(๘) ให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานของรัฐในการจัดทำการประเมินผลกระทบต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
(๙) ประสานความร่วมมือกับองค์กรเอสเอ็มอีในต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ
(๑๐) ดำเนินกิจการอื่นใดที่เกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์ต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ข้างต้น
ส่วนที่ ๒ คณะกรรมการ
มาตรา ๑๒ ให้มีคณะกรรมการสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ประกอบด้วย
(๑) ประธานสภา ซึ่งเลือกตั้งจากสมาชิก จำนวน ๑ คน
(๒) รองประธานสภา ซึ่งเลือกตั้งจากสมาชิก จำนวน ๓ คน
(๓) กรรมการผู้แทนสภาวิสาหกิจจังหวัด ซึ่งเลือกตั้งจากประธานสภาวิสาหกิจจังหวัดด้วยกันเอง จำนวน ๕ คน
(๔) กรรมการผู้แทนสาขาอุตสาหกรรม ซึ่งเลือกตั้งจากประธานสภาวิสาหกิจรายสาขาอุตสาหกรรมด้วยกันเอง จำนวน ๕ คน
(๕) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะกรรมการตาม (๑) ถึง (๔) เลือกจากบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจ การเงิน กฎหมาย เทคโนโลยี หรือการบริหารจัดการ จำนวนไม่เกิน ๕ คน
ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ
กรรมการตาม (๑) ถึง (๕) ต้องไม่เป็นข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือพนักงานของสภา
มาตรา ๑๓ คณะกรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๔ ปี และอาจได้รับเลือกตั้งใหม่ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับของสภา
(๔) คณะกรรมการมีมติให้ออก ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด
(๕) ที่ประชุมใหญ่มีมติให้ออก
มาตรา ๑๔ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดนโยบายและบริหารกิจการของสภาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
(๒) ออกข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
(๓) อนุมัติแผนงานประจำปีและงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสภา
(๔) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการตามที่มอบหมาย
(๕) จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี
(๖) เป็นตัวแทนในการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกโดยรวมจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในหมวด ๔
(๗) กำกับดูแลการบริหารจัดการกองทุนตามหมวด ๓
(๘) จัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อรัฐมนตรีและเปิดเผยต่อสาธารณชน
(๙) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๔/๑ ให้คณะกรรมการจัดทำรายงานผลการดำเนินงานประจำปี ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
(๑) ผลการดำเนินงานตามแผนงานประจำปี
(๒) รายงานการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
(๓) รายงานผลการบริหารจัดการกองทุน
(๔) สถิติและข้อมูลเกี่ยวกับสมาชิก
(๕) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล
ให้เสนอรายงานดังกล่าวต่อรัฐมนตรีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี และเปิดเผยต่อสาธารณชนผ่านระบบสารสนเทศของสภา
ส่วนที่ ๓ สภาวิสาหกิจจังหวัดและสาขาอุตสาหกรรม
มาตรา ๑๕ ให้สภาจัดให้มีสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจังหวัดในทุกจังหวัด และอาจจัดตั้งสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรายสาขาอุตสาหกรรมได้ตามความจำเป็น โดยให้เป็นไปตามข้อบังคับที่สภากำหนด
ส่วนที่ ๔ สมาชิกภาพ
มาตรา ๑๖ สมาชิกภาพของสภาให้เป็นไปตามความสมัครใจของผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คุณสมบัติของสมาชิกและค่าบำรุงให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภา
มาตรา ๑๗ สมาชิกมีสิทธิดังต่อไปนี้
(๑) เข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปีและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน
(๒) เสนอชื่อและรับเลือกตั้งเป็นกรรมการ
(๓) ร้องเรียนต่อสภาเพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีที่ได้รับความเสียหายจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
(๔) ขอรับบริการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางธุรกิจ
(๕) ขอรับความช่วยเหลือทางกฎหมาย
(๖) เข้าร่วมโครงการส่งเสริมและพัฒนาที่สภาจัดขึ้น
(๗) ใช้ประโยชน์จากกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด
ส่วนที่ ๕ สำนักงานสภา
มาตรา ๑๘ ให้มีสำนักงานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการของสภา มีเลขาธิการเป็นผู้บริหารสูงสุด
มาตรา ๑๙ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งเลขาธิการจากบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการบริหารจัดการ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๔ ปี
มาตรา ๒๐ เลขาธิการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) บริหารกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามนโยบายและมติของคณะกรรมการ
(๒) บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน
(๓) จัดทำแผนงานและงบประมาณประจำปีเสนอต่อคณะกรรมการ
(๔) เป็นผู้แทนของสภาในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก
(๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
หมวด ๓
กองทุนพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย
มาตรา ๒๑ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นในสภา เรียกว่า "กองทุนพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย" มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของสภาและการส่งเสริมพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
มาตรา ๒๒ กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินดังต่อไปนี้
(๑) เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
(๒) เงินอุดหนุนจาก สสว.
(๓) ค่าบำรุงสมาชิก
(๔) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรืออุทิศให้
(๕) รายได้จากการดำเนินกิจการของสภา
(๖) ดอกผลหรือรายได้จากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน
(๗) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ตกเป็นของกองทุนตามกฎหมาย
มาตรา ๒๓ เงินและทรัพย์สินของกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อกิจการดังต่อไปนี้
(๑) ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสำนักงานสภาและสภาวิสาหกิจจังหวัด
(๒) ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
(๓) ค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
(๔) ค่าใช้จ่ายในการจัดทำการศึกษาวิจัยและฐานข้อมูลเกี่ยวกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
(๕) ค่าใช้จ่ายในการประสานความร่วมมือกับองค์กรในต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ
(๖) ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของสภา
มาตรา ๒๔ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารกองทุน ประกอบด้วย
(๑) กรรมการที่คณะกรรมการมอบหมาย เป็นประธานอนุกรรมการ
(๒) ผู้แทนกรมบัญชีกลาง จำนวน ๑ คน
(๓) ผู้แทน สสว. จำนวน ๑ คน
(๔) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินและการบัญชี จำนวน ๒ คน
(๕) เลขาธิการ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
คณะอนุกรรมการบริหารกองทุนมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการกองทุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา ๒๕ การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการจัดการทรัพย์สินของกองทุน ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
มาตรา ๒๖ ให้สภาจัดทำงบดุลและบัญชีทำการส่งผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี
ให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการ และให้คณะกรรมการเสนอรายงานดังกล่าวต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี
มาตรา ๒๖/๑ ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจตรวจสอบบัญชีของกองทุนในส่วนที่เป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน และให้นำมาตรา ๔๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
หมวด ๔
การแข่งขันที่เป็นธรรมและการปกป้องสิทธิ
มาตรา ๒๗ เพื่อให้การออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือมาตรการของรัฐไม่สร้างภาระเกินสมควรแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ให้หน่วยงานของรัฐยึดหลักการ "คิดถึงรายเล็กก่อน" โดยต้องจัดทำการประเมินผลกระทบต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก่อนการออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือมาตรการใด ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจ
ให้สภามีหน้าที่ให้คำปรึกษาและร่วมประเมินผลกระทบตามวรรคหนึ่ง
มาตรา ๒๘ เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม ให้สภามีอำนาจหน้าที่ในการเฝ้าระวัง ติดตาม และตรวจสอบพฤติกรรมการแข่งขันทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
มาตรา ๒๙ ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด หรือหน่วยงานของรัฐ กระทำการอันเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การกระทำดังกล่าวให้รวมถึง
(๑) การกำหนดราคาซื้อหรือขายสินค้าหรือบริการอย่างไม่เป็นธรรม
(๒) การบังคับให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งเป็นคู่ค้าของตนต้องยอมรับเงื่อนไขทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
(๓) การใช้ข้อมูลทางการค้าของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ตนล่วงรู้มาจากการเป็นคู่ค้าเพื่อนำไปใช้ในการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม
(๔) การปฏิเสธที่จะทำธุรกรรมทางการค้ากับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เพื่อกีดกันมิให้สามารถประกอบธุรกิจได้
มาตรา ๓๐ เพื่อคุ้มครองวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจากการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลาการชำระเงินที่ล่าช้าเกินสมควร ให้สภามีหน้าที่รวบรวมข้อร้องเรียน พยานหลักฐาน และเป็นตัวแทนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการดำเนินการร้องเรียนต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า
ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้มีอำนาจเหนือตลาดมีพฤติการณ์กำหนดระยะเวลาการชำระเงินที่ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า ให้สภาจัดทำรายงานและส่งเรื่องให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยเร็ว
มาตรา ๓๑ ในกรณีที่สมาชิกเห็นว่าตนได้รับความเสียหายจากการกระทำอันเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม สมาชิกนั้นอาจร้องเรียนต่อสภาเพื่อขอให้ดำเนินการไกล่เกลี่ยหรือให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
ในกรณีที่การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า ให้สภามีหน้าที่ส่งต่อเรื่องร้องเรียนพร้อมพยานหลักฐานเบื้องต้นให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
มาตรา ๓๒ ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทำอันเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมซึ่งส่งผลกระทบต่อสมาชิกเป็นวงกว้าง ให้สภามีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจในนามของสมาชิกที่ได้รับผลกระทบได้ โดยให้ถือว่าเป็นคดีเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ในการฟ้องร้องดำเนินคดีตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงการฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายให้แก่สมาชิกที่ได้รับผลกระทบด้วย
ในการดำเนินคดีตามวรรคหนึ่ง ให้สภาได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง
มาตรา ๓๓ ให้สภามีอำนาจเสนอต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าเพื่อออกมาตรการเฉพาะสำหรับป้องกันการผูกขาดและการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมที่มีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นผู้ประกอบการจำนวนมาก
มาตรา ๓๔ ให้สภาจัดตั้งคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางธุรกิจ เพื่อทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกับผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในประเด็นการชำระเงินล่าช้าและการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
มาตรา ๓๕ ให้สภารวบรวมข้อมูล สถิติ และผลการดำเนินการเกี่ยวกับการรับเรื่องร้องเรียน การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และการดำเนินคดีตามหมวดนี้ จัดทำเป็นรายงานเสนอต่อ สสว. เป็นประจำทุกปี เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อไป
ให้สภามีอำนาจจัดทำและเผยแพร่รายงานระยะเวลาการชำระเงินของผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความโปร่งใสและเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
หมวด ๕
การส่งเสริมการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
มาตรา ๓๖ เพื่อส่งเสริมให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีโอกาสเข้าถึงตลาดภาครัฐ ให้หน่วยงานของรัฐจัดสรรสัดส่วนงบประมาณสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยกำหนดเป้าหมายไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบของงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดของหน่วยงานนั้นในแต่ละปีงบประมาณ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณากำหนดโครงการจัดซื้อจัดจ้างแบบสงวนสิทธิ์สำหรับกลุ่มวิสาหกิจรายย่อย วิสาหกิจในพื้นที่ห่างไกล วิสาหกิจที่มีสตรีเป็นเจ้าของ และวิสาหกิจสีเขียว ตามสัดส่วนที่เหมาะสม
มาตรา ๓๗ ให้กรมบัญชีกลางและ สสว. ร่วมกับสภา จัดทำและปรับปรุงรายการสินค้าและบริการของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยงานของรัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ตามเป้าหมายในมาตรา ๓๖
มาตรา ๓๘ ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปี โดยระบุส่วนที่จะจัดซื้อจัดจ้างจากวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามมาตรา ๓๖ และรายงานผลการดำเนินงานต่อกรมบัญชีกลางและสภาเมื่อสิ้นปีงบประมาณ
มาตรา ๓๙ ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๖ ให้หน่วยงานนั้นชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ และให้คณะกรรมการดังกล่าวร่วมกับสภาเสนอแนะมาตรการแก้ไขเพื่อให้หน่วยงานสามารถปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดได้ในปีงบประมาณถัดไป
มาตรา ๔๐ ให้สภามีอำนาจหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อประเมินผลและจัดทำรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
หมวด ๖
การกำกับดูแลและตรวจสอบ
มาตรา ๔๑ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำกับดูแลการดำเนินกิจการของสภาให้เป็นไปตามกฎหมายและวัตถุประสงค์ของสภา เพื่อการนี้ให้รัฐมนตรีมีอำนาจ
(๑) สั่งให้สภาชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือทำรายงานเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสภา
(๒) สั่งให้สภาระงับหรือแก้ไขการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือวัตถุประสงค์ของสภา
(๓) เข้าตรวจสอบกิจการ สินทรัพย์ หรือหนี้สินของสภาได้ตามความจำเป็น
ทั้งนี้ การกำกับดูแลตามวรรคหนึ่งต้องไม่กระทบต่อความเป็นอิสระในการดำเนินงานของสภาตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔๒ ให้สภาจัดให้มีระบบการตรวจสอบภายใน เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติงานของสำนักงานและการใช้จ่ายเงินของกองทุน โดยมีผู้ตรวจสอบภายในซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งเป็นผู้รับผิดชอบ
ให้ผู้ตรวจสอบภายในรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการโดยตรง
มาตรา ๔๓ ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจตรวจสอบบัญชีของกองทุนในส่วนที่เป็นเงินงบประมาณแผ่นดินและเงินอุดหนุนจากหน่วยงานของรัฐ และรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี
มาตรา ๔๔ ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประเมินผลการดำเนินงานของสภาทุก ๓ ปี โดยผู้ประเมินอิสระที่มีความเชี่ยวชาญ และเปิดเผยผลการประเมินต่อสาธารณชน
มาตรา ๔๕ ในกรณีที่ปรากฏว่าคณะกรรมการหรือกรรมการคนใดกระทำการอันขัดต่อวัตถุประสงค์ของสภา หรือมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่สภาอย่างร้ายแรง ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้กรรมการคนนั้นพ้นจากตำแหน่ง หรือสั่งให้คณะกรรมการทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งได้ แล้วแต่กรณี
ในกรณีที่คณะกรรมการทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการชั่วคราวเพื่อดำเนินกิจการของสภาไปพลางก่อน และจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
มาตรา ๔๖ ให้สภาเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนอย่างน้อยดังต่อไปนี้
(๑) รายงานผลการดำเนินงานประจำปี
(๒) งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
(๓) รายงานผลการบริหารจัดการกองทุน
(๔) ข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศของสภา
(๕) รายงานการประชุมคณะกรรมการ (ฉบับย่อ)
(๖) ผลการประเมินการดำเนินงานตามมาตรา ๔๔
หมวด ๗
การดำเนินการทางกฎหมาย
มาตรา ๔๗ ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจฝ่าฝืนมาตรา ๒๙ หรือมีพฤติการณ์การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลาการชำระเงิน ให้สภาส่งเรื่องให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าต่อไป
มาตรา ๔๘ ในกรณีที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมตามกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า สภามีอำนาจให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย หรือเป็นตัวแทนในการฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายทางแพ่งให้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนั้น
มาตรา ๔๙ ในการดำเนินคดีทางแพ่งตามมาตรา ๔๘ ให้สภาได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมและค่าธรรมเนียมศาลทั้งปวง
หมวด ๘
ความสัมพันธ์กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
มาตรา ๕๐ เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน ให้สภาและ สสว. แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบดังต่อไปนี้
(๑) สสว. มีหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบาย จัดทำแผนการส่งเสริม และบริหารจัดการงบประมาณส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของรัฐ
(๒) สภามีหน้าที่หลักในการเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการ ปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ ส่งเสริมการรวมกลุ่ม ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และเสนอแนะนโยบายต่อรัฐ
(๓) ให้สภาและ สสว. จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อกำหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบและกลไกการประสานงานอย่างชัดเจน ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่คณะกรรมการชุดแรกเข้ารับหน้าที่
มาตรา ๕๑ ให้ สสว. สนับสนุนการดำเนินงานของสภาในระยะเริ่มต้น โดยจัดสรรงบประมาณอุดหนุนให้แก่กองทุนตามมาตรา ๒๒ (๒) เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๕๒ ในวาระเริ่มแรก ให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมทำหน้าที่ผู้ดำเนินการจัดตั้งสภาเป็นการชั่วคราว และให้ผู้อำนวยการ สสว. ทำหน้าที่ผู้ประสานงานการจัดตั้งสภาเป็นการชั่วคราว เพื่อดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการสภาชุดแรกให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้ผู้ดำเนินการจัดตั้งสภาตามวรรคหนึ่งมีอำนาจดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ไม่มีฐานะเป็นกรรมการของสภา
มาตรา ๕๓ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณของ สสว.ในส่วนที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการตามที่คณะกรรมการร่วมระหว่างสภาและ สสว. กำหนด ไปเป็นของสภาภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คณะกรรมการชุดแรกเข้ารับหน้าที่
ให้มีคณะกรรมการร่วมระหว่างสภาและ สสว. เพื่อกำหนดขอบเขตและรายละเอียดของกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณที่จะโอน ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คณะกรรมการชุดแรกเข้ารับหน้าที่
มาตรา ๕๔ ให้กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปจนกว่าจะมีการออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕๕ ให้รัฐมนตรีออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโดยละเอียดสำหรับการจัดประเภทวิสาหกิจตามมาตรา ๖ ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๕๖ ให้สภาจัดทำระบบการจดทะเบียนและออกใบรับรองสถานะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะกรรมการชุดแรกเข้ารับหน้าที่
มาตรา ๕๗ ในระหว่างที่ยังไม่มีการออกกฎกระทรวงตามมาตรา ๕๕ ให้ใช้หลักเกณฑ์การจัดประเภทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. ๒๕๔๓ ไปพลางก่อน
มาตรา ๕๘ ให้คณะกรรมการจัดทำข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศที่จำเป็นสำหรับการดำเนินกิจการของสภาให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่คณะกรรมการชุดแรกเข้ารับหน้าที่
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
.................................................
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีความสำคัญยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศถึงร้อยละ ๓๕ และเป็นแหล่งการจ้างงานกว่าร้อยละ ๗๐ ของประเทศ แต่ปัจจุบันยังประสบปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ และการขาดองค์กรตัวแทนที่เข้มแข็งในการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการรายย่อย
นอกจากนี้ เกณฑ์การจัดประเภทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและบริบททางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้วิสาหกิจจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนของรัฐได้อย่างเต็มที่
ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถรวมตัวกันเป็นองค์กรที่มีพลังในการดูแลซึ่งกันและกัน ปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของรัฐ จึงสมควรจัดตั้งสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยขึ้น เพื่อเป็นองค์กรตัวแทนของผู้ประกอบการในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว พร้อมทั้งปรับปรุงเกณฑ์การจัดประเภทวิสาหกิจให้ใช้เกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง และเพิ่มเกณฑ์ด้านสินทรัพย์ เพื่อให้ครอบคลุมวิสาหกิจทุกกลุ่ม จัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสภา กำหนดมาตรการคุ้มครองการแข่งขันที่เป็นธรรมโดยยึดหลักการคิดถึงรายเล็กก่อน กำหนดกลไกการกำกับดูแลและตรวจสอบที่โปร่งใส และส่งเสริมการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
