ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

Full text · Working draft

SME BILL · RECORD 58

อ่านร่างทั้งฉบับต่อเนื่องในหน้าเดียว

หน้าเริ่มต้นแสดงตัวบททั้งหมดตั้งแต่ชื่อร่างจนถึงหมายเหตุท้ายร่าง และสามารถค้นหาภายในหน้าได้โดยไม่ส่งคำค้นไปเก็บในระบบ

ข้อความนี้ถอดจากไฟล์ร่างที่ผู้จัดทำส่งมา โปรดตรวจเอกสารต้นฉบับเมื่อใช้อ้างอิงทางกฎหมาย

กลับไป Section Explore

เมื่อช่องค้นหาว่าง ระบบแสดงตัวบททั้งฉบับ

พบ 227 ย่อหน้า

ร่าง

พระราชบัญญัติ

สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

พ.ศ. ....

โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อจัดตั้งองค์กรที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ให้มีอำนาจในการดูแลซึ่งกันและกัน แก้ไขปัญหาการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน อันจะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ การตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย พ.ศ. ...."

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้

"วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม" หรือ "เอสเอ็มอี" หมายความว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามคำนิยามและการจัดประเภทที่กำหนดไว้ในหมวด ๑ ของพระราชบัญญัตินี้

"สภา" หมายความว่า สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

"สมาชิก" หมายความว่า ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้จดทะเบียนเป็นสมาชิกของสภาตามพระราชบัญญัตินี้

"กองทุน" หมายความว่า กองทุนพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

"คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

"เลขาธิการ" หมายความว่า เลขาธิการสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

"สำนักงาน" หมายความว่า สำนักงานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

"สสว." หมายความว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

"ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่" หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจที่มีรายได้ จำนวนการจ้างงาน หรือมูลค่าสินทรัพย์ถาวรเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับวิสาหกิจขนาดกลาง

"ผู้มีอำนาจเหนือตลาด" หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจที่มีส่วนแบ่งตลาดหรือความสามารถในการกำหนดราคาหรือเงื่อนไขทางการค้าในตลาดที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้ากำหนด

"การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม" หมายความว่า การกระทำใด ๆ ของรัฐ หรือผู้ประกอบธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่า หรือมีอำนาจเหนือตลาด ที่เป็นการจำกัด ลด หรือขัดขวางการประกอบธุรกิจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การกำหนดราคาหรือเงื่อนไขทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม การปฏิเสธการทำธุรกรรมโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และการกำหนดระยะเวลาการชำระเงินที่ยาวนานเกินสมควร

"เกณฑ์ความเป็นอิสระ" หมายความว่า หลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาว่าวิสาหกิจนั้นไม่ได้เป็นบริษัทในเครือ บริษัทย่อย หรือถูกควบคุมโดยผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

"ช่วงเปลี่ยนผ่าน" หมายความว่า ระยะเวลาที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เติบโตจนมีขนาดเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ในฐานะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อไปอีกระยะหนึ่ง

"การประเมินผลกระทบต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม" หมายความว่า กระบวนการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ก่อนที่หน่วยงานของรัฐจะออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือมาตรการใด ๆ

"หน่วยงานของรัฐ" หมายความว่า ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐกำหนด

"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

หมวด ๑

การจัดประเภทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

มาตรา ๕ ให้มีการจัดประเภทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับศักยภาพและลักษณะของกิจการ โดยแบ่งออกเป็นประเภทดังต่อไปนี้

(๑) วิสาหกิจรายย่อย

(๒) วิสาหกิจขนาดย่อม

(๓) วิสาหกิจขนาดกลาง

มาตรา ๖ การพิจารณาจัดประเภทวิสาหกิจตามมาตรา ๕ ให้ใช้เกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) จำนวนการจ้างงานสูงสุด

(๒) รายได้สูงสุดต่อปี

(๓) มูลค่าสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดิน หรือทุนจดทะเบียน

การพิจารณาตามวรรคหนึ่ง ให้แบ่งตามภาคธุรกิจอย่างน้อย ๔ ภาค ได้แก่ ภาคการผลิต ภาคการบริการ ภาคการค้าส่ง และภาคการค้าปลีก

วิสาหกิจที่จะได้รับการจัดประเภทตามมาตรา ๕ ต้องผ่านเกณฑ์ความเป็นอิสระ โดยต้องไม่เป็นบริษัทในเครือ บริษัทย่อย หรือถูกควบคุมโดยผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่

ในกรณีที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีการเติบโตจนมีขนาดเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ให้วิสาหกิจนั้นยังคงสถานะเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อไปได้อีกเป็นระยะเวลาสามปี (ระยะเวลาผ่อนผัน) นับแต่วันที่เกินเกณฑ์

ให้คณะกรรมการโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามมาตรานี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้ทำเป็นประกาศของสภาและประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๗ เพื่อส่งเสริมวิสาหกิจที่ดำเนินธุรกิจตามแนวโน้มเศรษฐกิจยุคใหม่ ให้มีการกำหนดประเภทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ ดังนี้

(๑) วิสาหกิจดิจิทัล (Digital SMEs) หมายถึง วิสาหกิจที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเป็นหัวใจในการประกอบธุรกิจ

(๒) วิสาหกิจสีเขียว (Green SMEs) หมายถึง วิสาหกิจที่ประกอบธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน

(๓) วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) หมายถึง วิสาหกิจที่มีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อม โดยใช้กลไกทางธุรกิจเพื่อความยั่งยืน

(๔) วิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) หมายถึง วิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นใหม่ มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่

มาตรา ๘ ให้คณะกรรมการโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโดยละเอียดสำหรับการจัดประเภทวิสาหกิจตามมาตรา ๗

มาตรา ๙ ให้มีการทบทวนการจัดประเภทและหลักเกณฑ์ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทุก ๓ ปี เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

หมวด ๒

การจัดตั้งสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

ส่วนที่ ๑ การจัดตั้งและวัตถุประสงค์

มาตรา ๑๐ ให้จัดตั้งสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยขึ้น เรียกโดยย่อว่า "สภาเอสเอ็มอี" มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร

สภาเอสเอ็มอีมีฐานะเป็นองค์กรตัวแทนของผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทั่วประเทศ ดำเนินงานโดยอิสระจากการกำกับของรัฐ ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด

มาตรา ๑๑ สภามีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการเสนอแนะนโยบายต่อรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ

(๒) ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

(๓) ปกป้องและคุ้มครองผลประโยชน์ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

(๔) ส่งเสริมการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

(๕) ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม และตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

(๖) ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และผู้ประกอบการรุ่นใหม่

(๗) ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางธุรกิจ

(๘) ให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานของรัฐในการจัดทำการประเมินผลกระทบต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

(๙) ประสานความร่วมมือกับองค์กรเอสเอ็มอีในต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ

(๑๐) ดำเนินกิจการอื่นใดที่เกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์ต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ข้างต้น

ส่วนที่ ๒ คณะกรรมการ

มาตรา ๑๒ ให้มีคณะกรรมการสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ประกอบด้วย

(๑) ประธานสภา ซึ่งเลือกตั้งจากสมาชิก จำนวน ๑ คน

(๒) รองประธานสภา ซึ่งเลือกตั้งจากสมาชิก จำนวน ๓ คน

(๓) กรรมการผู้แทนสภาวิสาหกิจจังหวัด ซึ่งเลือกตั้งจากประธานสภาวิสาหกิจจังหวัดด้วยกันเอง จำนวน ๕ คน

(๔) กรรมการผู้แทนสาขาอุตสาหกรรม ซึ่งเลือกตั้งจากประธานสภาวิสาหกิจรายสาขาอุตสาหกรรมด้วยกันเอง จำนวน ๕ คน

(๕) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะกรรมการตาม (๑) ถึง (๔) เลือกจากบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจ การเงิน กฎหมาย เทคโนโลยี หรือการบริหารจัดการ จำนวนไม่เกิน ๕ คน

ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ

กรรมการตาม (๑) ถึง (๕) ต้องไม่เป็นข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือพนักงานของสภา

มาตรา ๑๓ คณะกรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๔ ปี และอาจได้รับเลือกตั้งใหม่ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้

นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับของสภา

(๔) คณะกรรมการมีมติให้ออก ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด

(๕) ที่ประชุมใหญ่มีมติให้ออก

มาตรา ๑๔ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) กำหนดนโยบายและบริหารกิจการของสภาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

(๒) ออกข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

(๓) อนุมัติแผนงานประจำปีและงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสภา

(๔) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการตามที่มอบหมาย

(๕) จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี

(๖) เป็นตัวแทนในการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกโดยรวมจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในหมวด ๔

(๗) กำกับดูแลการบริหารจัดการกองทุนตามหมวด ๓

(๘) จัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อรัฐมนตรีและเปิดเผยต่อสาธารณชน

(๙) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๑๔/๑ ให้คณะกรรมการจัดทำรายงานผลการดำเนินงานประจำปี ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย

(๑) ผลการดำเนินงานตามแผนงานประจำปี

(๒) รายงานการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

(๓) รายงานผลการบริหารจัดการกองทุน

(๔) สถิติและข้อมูลเกี่ยวกับสมาชิก

(๕) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

ให้เสนอรายงานดังกล่าวต่อรัฐมนตรีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี และเปิดเผยต่อสาธารณชนผ่านระบบสารสนเทศของสภา

ส่วนที่ ๓ สภาวิสาหกิจจังหวัดและสาขาอุตสาหกรรม

มาตรา ๑๕ ให้สภาจัดให้มีสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจังหวัดในทุกจังหวัด และอาจจัดตั้งสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรายสาขาอุตสาหกรรมได้ตามความจำเป็น โดยให้เป็นไปตามข้อบังคับที่สภากำหนด

ส่วนที่ ๔ สมาชิกภาพ

มาตรา ๑๖ สมาชิกภาพของสภาให้เป็นไปตามความสมัครใจของผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คุณสมบัติของสมาชิกและค่าบำรุงให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภา

มาตรา ๑๗ สมาชิกมีสิทธิดังต่อไปนี้

(๑) เข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปีและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

(๒) เสนอชื่อและรับเลือกตั้งเป็นกรรมการ

(๓) ร้องเรียนต่อสภาเพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีที่ได้รับความเสียหายจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

(๔) ขอรับบริการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางธุรกิจ

(๕) ขอรับความช่วยเหลือทางกฎหมาย

(๖) เข้าร่วมโครงการส่งเสริมและพัฒนาที่สภาจัดขึ้น

(๗) ใช้ประโยชน์จากกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

ส่วนที่ ๕ สำนักงานสภา

มาตรา ๑๘ ให้มีสำนักงานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการของสภา มีเลขาธิการเป็นผู้บริหารสูงสุด

มาตรา ๑๙ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งเลขาธิการจากบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการบริหารจัดการ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๔ ปี

มาตรา ๒๐ เลขาธิการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) บริหารกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามนโยบายและมติของคณะกรรมการ

(๒) บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน

(๓) จัดทำแผนงานและงบประมาณประจำปีเสนอต่อคณะกรรมการ

(๔) เป็นผู้แทนของสภาในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก

(๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

หมวด ๓

กองทุนพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

มาตรา ๒๑ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นในสภา เรียกว่า "กองทุนพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย" มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของสภาและการส่งเสริมพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

มาตรา ๒๒ กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินดังต่อไปนี้

(๑) เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี

(๒) เงินอุดหนุนจาก สสว.

(๓) ค่าบำรุงสมาชิก

(๔) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรืออุทิศให้

(๕) รายได้จากการดำเนินกิจการของสภา

(๖) ดอกผลหรือรายได้จากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน

(๗) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ตกเป็นของกองทุนตามกฎหมาย

มาตรา ๒๓ เงินและทรัพย์สินของกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อกิจการดังต่อไปนี้

(๑) ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสำนักงานสภาและสภาวิสาหกิจจังหวัด

(๒) ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

(๓) ค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

(๔) ค่าใช้จ่ายในการจัดทำการศึกษาวิจัยและฐานข้อมูลเกี่ยวกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

(๕) ค่าใช้จ่ายในการประสานความร่วมมือกับองค์กรในต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ

(๖) ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของสภา

มาตรา ๒๔ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารกองทุน ประกอบด้วย

(๑) กรรมการที่คณะกรรมการมอบหมาย เป็นประธานอนุกรรมการ

(๒) ผู้แทนกรมบัญชีกลาง จำนวน ๑ คน

(๓) ผู้แทน สสว. จำนวน ๑ คน

(๔) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินและการบัญชี จำนวน ๒ คน

(๕) เลขาธิการ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ

คณะอนุกรรมการบริหารกองทุนมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการกองทุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๒๕ การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการจัดการทรัพย์สินของกองทุน ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

มาตรา ๒๖ ให้สภาจัดทำงบดุลและบัญชีทำการส่งผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี

ให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการ และให้คณะกรรมการเสนอรายงานดังกล่าวต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี

มาตรา ๒๖/๑ ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจตรวจสอบบัญชีของกองทุนในส่วนที่เป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน และให้นำมาตรา ๔๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

หมวด ๔

การแข่งขันที่เป็นธรรมและการปกป้องสิทธิ

มาตรา ๒๗ เพื่อให้การออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือมาตรการของรัฐไม่สร้างภาระเกินสมควรแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ให้หน่วยงานของรัฐยึดหลักการ "คิดถึงรายเล็กก่อน" โดยต้องจัดทำการประเมินผลกระทบต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก่อนการออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือมาตรการใด ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจ

ให้สภามีหน้าที่ให้คำปรึกษาและร่วมประเมินผลกระทบตามวรรคหนึ่ง

มาตรา ๒๘ เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม ให้สภามีอำนาจหน้าที่ในการเฝ้าระวัง ติดตาม และตรวจสอบพฤติกรรมการแข่งขันทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

มาตรา ๒๙ ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด หรือหน่วยงานของรัฐ กระทำการอันเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การกระทำดังกล่าวให้รวมถึง

(๑) การกำหนดราคาซื้อหรือขายสินค้าหรือบริการอย่างไม่เป็นธรรม

(๒) การบังคับให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งเป็นคู่ค้าของตนต้องยอมรับเงื่อนไขทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม

(๓) การใช้ข้อมูลทางการค้าของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ตนล่วงรู้มาจากการเป็นคู่ค้าเพื่อนำไปใช้ในการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม

(๔) การปฏิเสธที่จะทำธุรกรรมทางการค้ากับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เพื่อกีดกันมิให้สามารถประกอบธุรกิจได้

มาตรา ๓๐ เพื่อคุ้มครองวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจากการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลาการชำระเงินที่ล่าช้าเกินสมควร ให้สภามีหน้าที่รวบรวมข้อร้องเรียน พยานหลักฐาน และเป็นตัวแทนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการดำเนินการร้องเรียนต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า

ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้มีอำนาจเหนือตลาดมีพฤติการณ์กำหนดระยะเวลาการชำระเงินที่ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า ให้สภาจัดทำรายงานและส่งเรื่องให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยเร็ว

มาตรา ๓๑ ในกรณีที่สมาชิกเห็นว่าตนได้รับความเสียหายจากการกระทำอันเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม สมาชิกนั้นอาจร้องเรียนต่อสภาเพื่อขอให้ดำเนินการไกล่เกลี่ยหรือให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

ในกรณีที่การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า ให้สภามีหน้าที่ส่งต่อเรื่องร้องเรียนพร้อมพยานหลักฐานเบื้องต้นให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

มาตรา ๓๒ ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทำอันเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมซึ่งส่งผลกระทบต่อสมาชิกเป็นวงกว้าง ให้สภามีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจในนามของสมาชิกที่ได้รับผลกระทบได้ โดยให้ถือว่าเป็นคดีเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ในการฟ้องร้องดำเนินคดีตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงการฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายให้แก่สมาชิกที่ได้รับผลกระทบด้วย

ในการดำเนินคดีตามวรรคหนึ่ง ให้สภาได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง

มาตรา ๓๓ ให้สภามีอำนาจเสนอต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าเพื่อออกมาตรการเฉพาะสำหรับป้องกันการผูกขาดและการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมที่มีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นผู้ประกอบการจำนวนมาก

มาตรา ๓๔ ให้สภาจัดตั้งคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางธุรกิจ เพื่อทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกับผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในประเด็นการชำระเงินล่าช้าและการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม

มาตรา ๓๕ ให้สภารวบรวมข้อมูล สถิติ และผลการดำเนินการเกี่ยวกับการรับเรื่องร้องเรียน การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และการดำเนินคดีตามหมวดนี้ จัดทำเป็นรายงานเสนอต่อ สสว. เป็นประจำทุกปี เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อไป

ให้สภามีอำนาจจัดทำและเผยแพร่รายงานระยะเวลาการชำระเงินของผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความโปร่งใสและเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

หมวด ๕

การส่งเสริมการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

มาตรา ๓๖ เพื่อส่งเสริมให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีโอกาสเข้าถึงตลาดภาครัฐ ให้หน่วยงานของรัฐจัดสรรสัดส่วนงบประมาณสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยกำหนดเป้าหมายไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบของงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดของหน่วยงานนั้นในแต่ละปีงบประมาณ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ

ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณากำหนดโครงการจัดซื้อจัดจ้างแบบสงวนสิทธิ์สำหรับกลุ่มวิสาหกิจรายย่อย วิสาหกิจในพื้นที่ห่างไกล วิสาหกิจที่มีสตรีเป็นเจ้าของ และวิสาหกิจสีเขียว ตามสัดส่วนที่เหมาะสม

มาตรา ๓๗ ให้กรมบัญชีกลางและ สสว. ร่วมกับสภา จัดทำและปรับปรุงรายการสินค้าและบริการของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยงานของรัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ตามเป้าหมายในมาตรา ๓๖

มาตรา ๓๘ ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปี โดยระบุส่วนที่จะจัดซื้อจัดจ้างจากวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามมาตรา ๓๖ และรายงานผลการดำเนินงานต่อกรมบัญชีกลางและสภาเมื่อสิ้นปีงบประมาณ

มาตรา ๓๙ ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๖ ให้หน่วยงานนั้นชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ และให้คณะกรรมการดังกล่าวร่วมกับสภาเสนอแนะมาตรการแก้ไขเพื่อให้หน่วยงานสามารถปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดได้ในปีงบประมาณถัดไป

มาตรา ๔๐ ให้สภามีอำนาจหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อประเมินผลและจัดทำรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

หมวด ๖

การกำกับดูแลและตรวจสอบ

มาตรา ๔๑ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำกับดูแลการดำเนินกิจการของสภาให้เป็นไปตามกฎหมายและวัตถุประสงค์ของสภา เพื่อการนี้ให้รัฐมนตรีมีอำนาจ

(๑) สั่งให้สภาชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือทำรายงานเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสภา

(๒) สั่งให้สภาระงับหรือแก้ไขการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือวัตถุประสงค์ของสภา

(๓) เข้าตรวจสอบกิจการ สินทรัพย์ หรือหนี้สินของสภาได้ตามความจำเป็น

ทั้งนี้ การกำกับดูแลตามวรรคหนึ่งต้องไม่กระทบต่อความเป็นอิสระในการดำเนินงานของสภาตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๔๒ ให้สภาจัดให้มีระบบการตรวจสอบภายใน เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติงานของสำนักงานและการใช้จ่ายเงินของกองทุน โดยมีผู้ตรวจสอบภายในซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งเป็นผู้รับผิดชอบ

ให้ผู้ตรวจสอบภายในรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการโดยตรง

มาตรา ๔๓ ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจตรวจสอบบัญชีของกองทุนในส่วนที่เป็นเงินงบประมาณแผ่นดินและเงินอุดหนุนจากหน่วยงานของรัฐ และรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี

มาตรา ๔๔ ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประเมินผลการดำเนินงานของสภาทุก ๓ ปี โดยผู้ประเมินอิสระที่มีความเชี่ยวชาญ และเปิดเผยผลการประเมินต่อสาธารณชน

มาตรา ๔๕ ในกรณีที่ปรากฏว่าคณะกรรมการหรือกรรมการคนใดกระทำการอันขัดต่อวัตถุประสงค์ของสภา หรือมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่สภาอย่างร้ายแรง ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้กรรมการคนนั้นพ้นจากตำแหน่ง หรือสั่งให้คณะกรรมการทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งได้ แล้วแต่กรณี

ในกรณีที่คณะกรรมการทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการชั่วคราวเพื่อดำเนินกิจการของสภาไปพลางก่อน และจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

มาตรา ๔๖ ให้สภาเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนอย่างน้อยดังต่อไปนี้

(๑) รายงานผลการดำเนินงานประจำปี

(๒) งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว

(๓) รายงานผลการบริหารจัดการกองทุน

(๔) ข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศของสภา

(๕) รายงานการประชุมคณะกรรมการ (ฉบับย่อ)

(๖) ผลการประเมินการดำเนินงานตามมาตรา ๔๔

หมวด ๗

การดำเนินการทางกฎหมาย

มาตรา ๔๗ ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจฝ่าฝืนมาตรา ๒๙ หรือมีพฤติการณ์การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลาการชำระเงิน ให้สภาส่งเรื่องให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าต่อไป

มาตรา ๔๘ ในกรณีที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมตามกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า สภามีอำนาจให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย หรือเป็นตัวแทนในการฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายทางแพ่งให้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนั้น

มาตรา ๔๙ ในการดำเนินคดีทางแพ่งตามมาตรา ๔๘ ให้สภาได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมและค่าธรรมเนียมศาลทั้งปวง

หมวด ๘

ความสัมพันธ์กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

มาตรา ๕๐ เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน ให้สภาและ สสว. แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบดังต่อไปนี้

(๑) สสว. มีหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบาย จัดทำแผนการส่งเสริม และบริหารจัดการงบประมาณส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของรัฐ

(๒) สภามีหน้าที่หลักในการเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการ ปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ ส่งเสริมการรวมกลุ่ม ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และเสนอแนะนโยบายต่อรัฐ

(๓) ให้สภาและ สสว. จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อกำหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบและกลไกการประสานงานอย่างชัดเจน ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่คณะกรรมการชุดแรกเข้ารับหน้าที่

มาตรา ๕๑ ให้ สสว. สนับสนุนการดำเนินงานของสภาในระยะเริ่มต้น โดยจัดสรรงบประมาณอุดหนุนให้แก่กองทุนตามมาตรา ๒๒ (๒) เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๕๒ ในวาระเริ่มแรก ให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมทำหน้าที่ผู้ดำเนินการจัดตั้งสภาเป็นการชั่วคราว และให้ผู้อำนวยการ สสว. ทำหน้าที่ผู้ประสานงานการจัดตั้งสภาเป็นการชั่วคราว เพื่อดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการสภาชุดแรกให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ให้ผู้ดำเนินการจัดตั้งสภาตามวรรคหนึ่งมีอำนาจดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ไม่มีฐานะเป็นกรรมการของสภา

มาตรา ๕๓ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณของ สสว.ในส่วนที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการตามที่คณะกรรมการร่วมระหว่างสภาและ สสว. กำหนด ไปเป็นของสภาภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คณะกรรมการชุดแรกเข้ารับหน้าที่

ให้มีคณะกรรมการร่วมระหว่างสภาและ สสว. เพื่อกำหนดขอบเขตและรายละเอียดของกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณที่จะโอน ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คณะกรรมการชุดแรกเข้ารับหน้าที่

มาตรา ๕๔ ให้กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปจนกว่าจะมีการออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๕๕ ให้รัฐมนตรีออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโดยละเอียดสำหรับการจัดประเภทวิสาหกิจตามมาตรา ๖ ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๕๖ ให้สภาจัดทำระบบการจดทะเบียนและออกใบรับรองสถานะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะกรรมการชุดแรกเข้ารับหน้าที่

มาตรา ๕๗ ในระหว่างที่ยังไม่มีการออกกฎกระทรวงตามมาตรา ๕๕ ให้ใช้หลักเกณฑ์การจัดประเภทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. ๒๕๔๓ ไปพลางก่อน

มาตรา ๕๘ ให้คณะกรรมการจัดทำข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศที่จำเป็นสำหรับการดำเนินกิจการของสภาให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่คณะกรรมการชุดแรกเข้ารับหน้าที่

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

.................................................

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีความสำคัญยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศถึงร้อยละ ๓๕ และเป็นแหล่งการจ้างงานกว่าร้อยละ ๗๐ ของประเทศ แต่ปัจจุบันยังประสบปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ และการขาดองค์กรตัวแทนที่เข้มแข็งในการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการรายย่อย

นอกจากนี้ เกณฑ์การจัดประเภทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและบริบททางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้วิสาหกิจจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนของรัฐได้อย่างเต็มที่

ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถรวมตัวกันเป็นองค์กรที่มีพลังในการดูแลซึ่งกันและกัน ปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของรัฐ จึงสมควรจัดตั้งสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยขึ้น เพื่อเป็นองค์กรตัวแทนของผู้ประกอบการในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว พร้อมทั้งปรับปรุงเกณฑ์การจัดประเภทวิสาหกิจให้ใช้เกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง และเพิ่มเกณฑ์ด้านสินทรัพย์ เพื่อให้ครอบคลุมวิสาหกิจทุกกลุ่ม จัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสภา กำหนดมาตรการคุ้มครองการแข่งขันที่เป็นธรรมโดยยึดหลักการคิดถึงรายเล็กก่อน กำหนดกลไกการกำกับดูแลและตรวจสอบที่โปร่งใส และส่งเสริมการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้