ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
กลับสู่หน้าภาพรวม

Independent public hearing

ศึกษาข้อมูล แสดงความเห็น และตรวจสอบวิธีการสรุปผล

พื้นที่นี้ใช้ข้อมูลจากรอบรับฟังความคิดเห็นเดียวกันตลอดทั้งเว็บไซต์ ไม่มีการสร้างฐานคำตอบซ้ำ และไม่มีการส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบอื่นโดยอัตโนมัติ

เปิดรับความคิดเห็น

เปิดรับถึง

15 ตุลาคม 2569 เวลา 23:59

พื้นที่นี้เป็นการรับฟังความคิดเห็นอิสระ ไม่ใช่การเข้าชื่อเสนอกฎหมายหรือระบบรับฟังความคิดเห็นของรัฐสภา คำตอบจะอยู่ภายใต้ Consent Notice และมาตรการคุ้มครองของเว็บไซต์นี้

ประเด็นที่เปิดรับความคิดเห็น

8 ประเด็นที่เปิดรับฟังความคิดเห็น

แสดงข้อมูลจากประเด็นที่เปิดใช้งานในรอบรับฟังความคิดเห็นปัจจุบัน

01

ความจำเป็นและทางเลือกเชิงนโยบาย

พิจารณาว่าปัญหาการเป็นตัวแทนควรแก้ด้วยการจัดตั้งสภาตามกฎหมายหรือวิธีอื่น

02

นิยามและการจัดประเภท SME

เกณฑ์รายได้ การจ้างงาน สินทรัพย์ ความเป็นอิสระ และระยะผ่อนผัน

มาตราที่เกี่ยวข้องมาตรา 5–9

ตัวบทด้านล่างคัดจากร่างฉบับที่ใช้รับฟังความคิดเห็นโดยไม่แก้ถ้อยคำ

มาตรา ๕ ให้มีการจัดประเภทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับศักยภาพและลักษณะของกิจการ โดยแบ่งออกเป็นประเภทดังต่อไปนี้

(๑) วิสาหกิจรายย่อย

(๒) วิสาหกิจขนาดย่อม

(๓) วิสาหกิจขนาดกลาง

มาตรา ๖ การพิจารณาจัดประเภทวิสาหกิจตามมาตรา ๕ ให้ใช้เกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) จำนวนการจ้างงานสูงสุด

(๒) รายได้สูงสุดต่อปี

(๓) มูลค่าสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดิน หรือทุนจดทะเบียน

การพิจารณาตามวรรคหนึ่ง ให้แบ่งตามภาคธุรกิจอย่างน้อย ๔ ภาค ได้แก่ ภาคการผลิต ภาคการบริการ ภาคการค้าส่ง และภาคการค้าปลีก

วิสาหกิจที่จะได้รับการจัดประเภทตามมาตรา ๕ ต้องผ่านเกณฑ์ความเป็นอิสระ โดยต้องไม่เป็นบริษัทในเครือ บริษัทย่อย หรือถูกควบคุมโดยผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่

ในกรณีที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีการเติบโตจนมีขนาดเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ให้วิสาหกิจนั้นยังคงสถานะเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อไปได้อีกเป็นระยะเวลาสามปี (ระยะเวลาผ่อนผัน) นับแต่วันที่เกินเกณฑ์

ให้คณะกรรมการโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามมาตรานี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้ทำเป็นประกาศของสภาและประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๗ เพื่อส่งเสริมวิสาหกิจที่ดำเนินธุรกิจตามแนวโน้มเศรษฐกิจยุคใหม่ ให้มีการกำหนดประเภทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ ดังนี้

(๑) วิสาหกิจดิจิทัล (Digital SMEs) หมายถึง วิสาหกิจที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเป็นหัวใจในการประกอบธุรกิจ

(๒) วิสาหกิจสีเขียว (Green SMEs) หมายถึง วิสาหกิจที่ประกอบธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน

(๓) วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) หมายถึง วิสาหกิจที่มีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อม โดยใช้กลไกทางธุรกิจเพื่อความยั่งยืน

(๔) วิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) หมายถึง วิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นใหม่ มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่

มาตรา ๘ ให้คณะกรรมการโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโดยละเอียดสำหรับการจัดประเภทวิสาหกิจตามมาตรา ๗

มาตรา ๙ ให้มีการทบทวนการจัดประเภทและหลักเกณฑ์ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทุก ๓ ปี เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

03

สถานะ ความเป็นอิสระ และโครงสร้างตัวแทน

พิจารณาฐานะตามกฎหมาย ที่มาของกรรมการ สิทธิสมาชิก และการตรวจสอบ

มาตราที่เกี่ยวข้องมาตรา 10–20

ตัวบทด้านล่างคัดจากร่างฉบับที่ใช้รับฟังความคิดเห็นโดยไม่แก้ถ้อยคำ

มาตรา ๑๐ ให้จัดตั้งสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยขึ้น เรียกโดยย่อว่า "สภาเอสเอ็มอี" มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร

สภาเอสเอ็มอีมีฐานะเป็นองค์กรตัวแทนของผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทั่วประเทศ ดำเนินงานโดยอิสระจากการกำกับของรัฐ ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด

มาตรา ๑๑ สภามีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการเสนอแนะนโยบายต่อรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ

(๒) ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

(๓) ปกป้องและคุ้มครองผลประโยชน์ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

(๔) ส่งเสริมการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

(๕) ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม และตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

(๖) ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และผู้ประกอบการรุ่นใหม่

(๗) ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางธุรกิจ

(๘) ให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานของรัฐในการจัดทำการประเมินผลกระทบต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

(๙) ประสานความร่วมมือกับองค์กรเอสเอ็มอีในต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ

(๑๐) ดำเนินกิจการอื่นใดที่เกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์ต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ข้างต้น

มาตรา ๑๒ ให้มีคณะกรรมการสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ประกอบด้วย

(๑) ประธานสภา ซึ่งเลือกตั้งจากสมาชิก จำนวน ๑ คน

(๒) รองประธานสภา ซึ่งเลือกตั้งจากสมาชิก จำนวน ๓ คน

(๓) กรรมการผู้แทนสภาวิสาหกิจจังหวัด ซึ่งเลือกตั้งจากประธานสภาวิสาหกิจจังหวัดด้วยกันเอง จำนวน ๕ คน

(๔) กรรมการผู้แทนสาขาอุตสาหกรรม ซึ่งเลือกตั้งจากประธานสภาวิสาหกิจรายสาขาอุตสาหกรรมด้วยกันเอง จำนวน ๕ คน

(๕) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะกรรมการตาม (๑) ถึง (๔) เลือกจากบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจ การเงิน กฎหมาย เทคโนโลยี หรือการบริหารจัดการ จำนวนไม่เกิน ๕ คน

ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ

กรรมการตาม (๑) ถึง (๕) ต้องไม่เป็นข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือพนักงานของสภา

มาตรา ๑๓ คณะกรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๔ ปี และอาจได้รับเลือกตั้งใหม่ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้

นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับของสภา

(๔) คณะกรรมการมีมติให้ออก ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด

(๕) ที่ประชุมใหญ่มีมติให้ออก

มาตรา ๑๔ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) กำหนดนโยบายและบริหารกิจการของสภาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

(๒) ออกข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

(๓) อนุมัติแผนงานประจำปีและงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสภา

(๔) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการตามที่มอบหมาย

(๕) จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี

(๖) เป็นตัวแทนในการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกโดยรวมจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในหมวด ๔

(๗) กำกับดูแลการบริหารจัดการกองทุนตามหมวด ๓

(๘) จัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อรัฐมนตรีและเปิดเผยต่อสาธารณชน

(๙) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๑๕ ให้สภาจัดให้มีสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจังหวัดในทุกจังหวัด และอาจจัดตั้งสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรายสาขาอุตสาหกรรมได้ตามความจำเป็น โดยให้เป็นไปตามข้อบังคับที่สภากำหนด

มาตรา ๑๖ สมาชิกภาพของสภาให้เป็นไปตามความสมัครใจของผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คุณสมบัติของสมาชิกและค่าบำรุงให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภา

มาตรา ๑๗ สมาชิกมีสิทธิดังต่อไปนี้

(๑) เข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปีและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

(๒) เสนอชื่อและรับเลือกตั้งเป็นกรรมการ

(๓) ร้องเรียนต่อสภาเพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีที่ได้รับความเสียหายจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

(๔) ขอรับบริการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางธุรกิจ

(๕) ขอรับความช่วยเหลือทางกฎหมาย

(๖) เข้าร่วมโครงการส่งเสริมและพัฒนาที่สภาจัดขึ้น

(๗) ใช้ประโยชน์จากกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๑๘ ให้มีสำนักงานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการของสภา มีเลขาธิการเป็นผู้บริหารสูงสุด

มาตรา ๑๙ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งเลขาธิการจากบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการบริหารจัดการ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๔ ปี

มาตรา ๒๐ เลขาธิการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) บริหารกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามนโยบายและมติของคณะกรรมการ

(๒) บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน

(๓) จัดทำแผนงานและงบประมาณประจำปีเสนอต่อคณะกรรมการ

(๔) เป็นผู้แทนของสภาในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก

(๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

04

กองทุนและความรับผิดรับชอบ

แหล่งเงิน การใช้เงิน การรับบริจาค การตรวจสอบ และการเปิดเผย

มาตราที่เกี่ยวข้องมาตรา 21–26/1 และ 41–46

ตัวบทด้านล่างคัดจากร่างฉบับที่ใช้รับฟังความคิดเห็นโดยไม่แก้ถ้อยคำ

มาตรา ๒๑ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นในสภา เรียกว่า "กองทุนพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย" มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของสภาและการส่งเสริมพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

มาตรา ๒๒ กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินดังต่อไปนี้

(๑) เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี

(๒) เงินอุดหนุนจาก สสว.

(๓) ค่าบำรุงสมาชิก

(๔) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรืออุทิศให้

(๕) รายได้จากการดำเนินกิจการของสภา

(๖) ดอกผลหรือรายได้จากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน

(๗) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ตกเป็นของกองทุนตามกฎหมาย

มาตรา ๒๓ เงินและทรัพย์สินของกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อกิจการดังต่อไปนี้

(๑) ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสำนักงานสภาและสภาวิสาหกิจจังหวัด

(๒) ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

(๓) ค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

(๔) ค่าใช้จ่ายในการจัดทำการศึกษาวิจัยและฐานข้อมูลเกี่ยวกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

(๕) ค่าใช้จ่ายในการประสานความร่วมมือกับองค์กรในต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ

(๖) ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของสภา

มาตรา ๒๔ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารกองทุน ประกอบด้วย

(๑) กรรมการที่คณะกรรมการมอบหมาย เป็นประธานอนุกรรมการ

(๒) ผู้แทนกรมบัญชีกลาง จำนวน ๑ คน

(๓) ผู้แทน สสว. จำนวน ๑ คน

(๔) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินและการบัญชี จำนวน ๒ คน

(๕) เลขาธิการ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ

คณะอนุกรรมการบริหารกองทุนมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการกองทุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๒๕ การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการจัดการทรัพย์สินของกองทุน ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

มาตรา ๒๖ ให้สภาจัดทำงบดุลและบัญชีทำการส่งผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี

ให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการ และให้คณะกรรมการเสนอรายงานดังกล่าวต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี

มาตรา ๒๖/๑ ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจตรวจสอบบัญชีของกองทุนในส่วนที่เป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน และให้นำมาตรา ๔๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๔๑ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำกับดูแลการดำเนินกิจการของสภาให้เป็นไปตามกฎหมายและวัตถุประสงค์ของสภา เพื่อการนี้ให้รัฐมนตรีมีอำนาจ

(๑) สั่งให้สภาชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือทำรายงานเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสภา

(๒) สั่งให้สภาระงับหรือแก้ไขการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือวัตถุประสงค์ของสภา

(๓) เข้าตรวจสอบกิจการ สินทรัพย์ หรือหนี้สินของสภาได้ตามความจำเป็น

ทั้งนี้ การกำกับดูแลตามวรรคหนึ่งต้องไม่กระทบต่อความเป็นอิสระในการดำเนินงานของสภาตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๔๒ ให้สภาจัดให้มีระบบการตรวจสอบภายใน เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติงานของสำนักงานและการใช้จ่ายเงินของกองทุน โดยมีผู้ตรวจสอบภายในซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งเป็นผู้รับผิดชอบ

ให้ผู้ตรวจสอบภายในรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการโดยตรง

มาตรา ๔๓ ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจตรวจสอบบัญชีของกองทุนในส่วนที่เป็นเงินงบประมาณแผ่นดินและเงินอุดหนุนจากหน่วยงานของรัฐ และรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี

มาตรา ๔๔ ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประเมินผลการดำเนินงานของสภาทุก ๓ ปี โดยผู้ประเมินอิสระที่มีความเชี่ยวชาญ และเปิดเผยผลการประเมินต่อสาธารณชน

มาตรา ๔๕ ในกรณีที่ปรากฏว่าคณะกรรมการหรือกรรมการคนใดกระทำการอันขัดต่อวัตถุประสงค์ของสภา หรือมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่สภาอย่างร้ายแรง ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้กรรมการคนนั้นพ้นจากตำแหน่ง หรือสั่งให้คณะกรรมการทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งได้ แล้วแต่กรณี

ในกรณีที่คณะกรรมการทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการชั่วคราวเพื่อดำเนินกิจการของสภาไปพลางก่อน และจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

มาตรา ๔๖ ให้สภาเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนอย่างน้อยดังต่อไปนี้

(๑) รายงานผลการดำเนินงานประจำปี

(๒) งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว

(๓) รายงานผลการบริหารจัดการกองทุน

(๔) ข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศของสภา

(๕) รายงานการประชุมคณะกรรมการ (ฉบับย่อ)

(๖) ผลการประเมินการดำเนินงานตามมาตรา ๔๔

05

กฎและการแข่งขันที่เป็นธรรม

Think Small First การชำระเงินล่าช้า การไกล่เกลี่ย และการส่งต่อ กขค.

มาตราที่เกี่ยวข้องมาตรา 27–35

ตัวบทด้านล่างคัดจากร่างฉบับที่ใช้รับฟังความคิดเห็นโดยไม่แก้ถ้อยคำ

มาตรา ๒๗ เพื่อให้การออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือมาตรการของรัฐไม่สร้างภาระเกินสมควรแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ให้หน่วยงานของรัฐยึดหลักการ "คิดถึงรายเล็กก่อน" โดยต้องจัดทำการประเมินผลกระทบต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก่อนการออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือมาตรการใด ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจ

ให้สภามีหน้าที่ให้คำปรึกษาและร่วมประเมินผลกระทบตามวรรคหนึ่ง

มาตรา ๒๘ เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม ให้สภามีอำนาจหน้าที่ในการเฝ้าระวัง ติดตาม และตรวจสอบพฤติกรรมการแข่งขันทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

มาตรา ๒๙ ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด หรือหน่วยงานของรัฐ กระทำการอันเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การกระทำดังกล่าวให้รวมถึง

(๑) การกำหนดราคาซื้อหรือขายสินค้าหรือบริการอย่างไม่เป็นธรรม

(๒) การบังคับให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งเป็นคู่ค้าของตนต้องยอมรับเงื่อนไขทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม

(๓) การใช้ข้อมูลทางการค้าของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ตนล่วงรู้มาจากการเป็นคู่ค้าเพื่อนำไปใช้ในการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม

(๔) การปฏิเสธที่จะทำธุรกรรมทางการค้ากับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เพื่อกีดกันมิให้สามารถประกอบธุรกิจได้

มาตรา ๓๐ เพื่อคุ้มครองวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจากการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลาการชำระเงินที่ล่าช้าเกินสมควร ให้สภามีหน้าที่รวบรวมข้อร้องเรียน พยานหลักฐาน และเป็นตัวแทนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการดำเนินการร้องเรียนต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า

ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้มีอำนาจเหนือตลาดมีพฤติการณ์กำหนดระยะเวลาการชำระเงินที่ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า ให้สภาจัดทำรายงานและส่งเรื่องให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยเร็ว

มาตรา ๓๑ ในกรณีที่สมาชิกเห็นว่าตนได้รับความเสียหายจากการกระทำอันเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม สมาชิกนั้นอาจร้องเรียนต่อสภาเพื่อขอให้ดำเนินการไกล่เกลี่ยหรือให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

ในกรณีที่การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า ให้สภามีหน้าที่ส่งต่อเรื่องร้องเรียนพร้อมพยานหลักฐานเบื้องต้นให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

มาตรา ๓๒ ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทำอันเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมซึ่งส่งผลกระทบต่อสมาชิกเป็นวงกว้าง ให้สภามีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจในนามของสมาชิกที่ได้รับผลกระทบได้ โดยให้ถือว่าเป็นคดีเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ในการฟ้องร้องดำเนินคดีตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงการฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายให้แก่สมาชิกที่ได้รับผลกระทบด้วย

ในการดำเนินคดีตามวรรคหนึ่ง ให้สภาได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง

มาตรา ๓๓ ให้สภามีอำนาจเสนอต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าเพื่อออกมาตรการเฉพาะสำหรับป้องกันการผูกขาดและการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมที่มีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นผู้ประกอบการจำนวนมาก

มาตรา ๓๔ ให้สภาจัดตั้งคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางธุรกิจ เพื่อทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกับผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในประเด็นการชำระเงินล่าช้าและการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม

มาตรา ๓๕ ให้สภารวบรวมข้อมูล สถิติ และผลการดำเนินการเกี่ยวกับการรับเรื่องร้องเรียน การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และการดำเนินคดีตามหมวดนี้ จัดทำเป็นรายงานเสนอต่อ สสว. เป็นประจำทุกปี เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อไป

ให้สภามีอำนาจจัดทำและเผยแพร่รายงานระยะเวลาการชำระเงินของผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความโปร่งใสและเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

06

การร้องและฟ้องคดีแทน SME

พิจารณาขอบเขตการเป็นตัวแทน หลักเกณฑ์กระทบวงกว้าง และสิทธิของสมาชิกในคดี

07

การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

เป้าหมายไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 การติดตาม และมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์

08

ข้อเสนอเพิ่มเติม

เปิดรับข้อเสนอแก้ เพิ่ม หรือตัดข้อความในร่าง

ส่งความคิดเห็นผ่านแบบรับฟังที่เปิดใช้งานอยู่

ระบบจะนำผู้ใช้ไปยังแบบรับฟังความคิดเห็นที่เปิดใช้งานอยู่ภายใต้ Consent Notice และมาตรการคุ้มครองชุดเดียวกัน การส่งคำตอบไม่ถือเป็นการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย

ไม่เก็บเลขประจำตัวประชาชน
ยังไม่เปิดการเข้าชื่อ 10,000 รายชื่อ
ไม่เปิดดาวน์โหลดร่างในระยะนี้
เผยแพร่ผลรวมแบบไม่ระบุตัวตน